ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

หญ้าเอ็นยืด หรือ หมอน้อย

 #สมุนไพรไทย

หญ้าเอ็นยืด หมอน้อย


หญ้าเอ็นยืด หรือ ผักกาดน้ำ พืชสมุนไพรไทย สรรพคุณมากมาย ควรมีปลูกไว้สมุนไพรผักกาดน้ำ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าเอ็นยืด หญ้าเอ็นหยืด หญ้าเอ็นอืด (เชียงใหม่), หมอน้อย (กรุงเทพฯ), ผักกาดน้ํา ผักกาดน้ำไทย ผักกาดน้ำใหญ่ (ไทย), เชียจ่อยเช่า ตะปุกชี้ ยั้วเช่า ฮำผั่วเช่า เซียแต้เฉ้า (จีน), ต้าเชอเฉียนเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น
ในพืชวงศ์เดียวกันยังพบอีกพันธุ์คือ ผักกาดน้ำเล็ก ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plantago asiatica L. ซึ่งมีสรรพคุณทางยาที่คล้ายกัน สามารถนำมาใช้แทนกันได้ จะแตกต่างกับผักกาดน้ำที่กล่าวถึงในบทความนี้ตรงที่ผักกาดน้ำจะมีขนาดของใบใหญ่กว่า ลำต้นสูงกว่า และมีเมล็ดมากกว่าผักกาดน้ำเล็ก
ลักษณะของผักกาดน้ำ ต้นผักกาดน้ำ หรือ หญ้าเอ็นยืด จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่มีเนื้ออ่อน มีอายุหลายปี ลำต้นมีความสูงประมาณ 30-120 เซนติเมตร
โคนต้นติดอยู่กับดิน รากสั้น แตกแขนงเป็นฝอยมาก พืชชนิดนี้เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีส่วนผสมพิเศษ ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นตามทุ่งหญ้า พื้นที่โล่งแจ้งที่มีความชุ่มชื้น ใบผักกาดน้ำ ใบจะแทงขึ้นมาจากใต้ดินคล้ายกับใบผักกาด แต่จะมีก้านใบที่ยาวกว่า ก้านใบยาวเท่ากับแผ่นใบ ใบเป็นใบเรียงสลับ โคนลำต้นมีกาบใบห่อหุ้มอยู่ แผ่นใบผักกาดน้ำมีลักษณะหนาคล้ายกับใบผักคะน้า ใบเป็นรูปไข่กลับและมีขนาดกว้าง โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 12-16 เซนติเมตรและยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีเส้นใบตามยาวประมาณ 5-7 เส้น โดยลักษณะของใบจะคล้ายกับช้อนสังกะสีขนาดใหญ่ และใบจะแตกออกรอบ ๆ บริเวณต้น ที่เรียกว่าหญ้าเอ็นยืดก็เพราะเมื่อนำก้านใบมาหักแล้วค่อย ๆ ดึงออกจะเห็นเส้นเอ็นยืดออกมา ดอกผักกาดน้ำ ออกดอกเป็นช่อ โดยช่อดอกจะชูขึ้นมาจากกลางกอ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร และมีดอกย่อยขนาดเล็ก แห้ง เป็นสีเขียวอ่อนหรือสีน้ำตาล และไม่มีก้านดอก ผลผักกาดน้ำ ผลพบได้ในดอก เป็นผลแห้ง ลักษณะค่อนข้างกลม มีรูปร่างไม่แน่นอน ผลมีขนาดเล็กสีเขียวอมสีน้ำตาลหรือเป็นสีน้ำตาลถึงสีดำ เมื่อสุกแล้วจะแตกออก ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 8-15 เมล็ด หรืออาจมีมากถึง 15 เมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร


สรรพคุณของผักกาดน้ำ
ทั้งต้นใช้ปรุงเป็นยาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ดอกเก๊กฮวย ว่านกาบหอย กล้วยหอมดิบ รากบัวหลวง สนหมอก ฯลฯ (ทั้งต้น) รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กระษัย (ราก) ใช้แก้ความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้ผักกาดน้ำและพลูคาวอย่างละ 35 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (เข้าใจว่าคือส่วนของต้นและใบ) ช่วยทำให้ตาสว่าง (เมล็ด) ช่วยรักษาตาแดงเฉียบพลัน ตาเป็นต้อ (ต้น) แก้ขอบตาเป็นเม็ดบวม (ทั้งต้น) ทั้งต้นนำไปต้มกับน้ำตาลกรวด ใช้กินเป็นยาแก้อาการร้อนใน แก้เจ็บคอ มีฤทธิ์เป็นยาเย็น (ต้น) ส่วนเมล็ดก็เป็นยาแก้ร้อนในเช่นกัน (เมล็ด) ช่วยแก้ไอหวัด หลอดลมอักเสบ (ต้น) ช่วยขับเสมหะ แก้อาการไอ (เมล็ด) รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ (ราก) ใบใช้ต้มกินเป็นยาแก้เลือดกำเดาไหล (ใบ) ช่วยขับน้ำชื้น (ต้น) ช่วยแก้ท้องร่วง (ทั้งต้น) ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ (ต้น) แก้บิด ให้นำมาต้มร่วมกับผักพลูคาว (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ตำรายาไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ละลายก้อนนิ่วในไต แก้นิ่วในถุงน้ำดี ขับล้างทางเดินปัสสาวะ แก้ช้ำรั่ว หรือทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ด้วยการใช้ทั้งต้นประมาณ 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำกิน หรือจะใช้ทั้งต้นที่ได้มาใส่ในเครื่องปั่นแล้วปั่นให้ละเอียด นำไปผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณ 1 ขวดแม่โขง แล้วนำมาดื่มให้หมดภายใน 1 วัน และให้ดื่มติดต่อกัน 2-3 วัน ก้อนนิ่วจะละลายหลุดออกมาตามท่อปัสสาวะ (ทั้งต้น) ส่วนอีกตำราระบุให้ใช้เมล็ด 500 กรัมนำมาต้มกับน้ำ 3 ลิตร โดยต้มจนเหลือน้ำ 1 ลิตรแล้วนำมาแบ่งกิน 3 ครั้ง เป็นยาขับปัสสาวะ (เมล็ด) ช่วยแก้ปัสสาวะแดง ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น (ทั้งต้น) ส่วนเมล็ดก็เป็นยาแก้ปัสสาวะเป็นเลือดเช่นกัน (เมล็ด) ช่วยแก้กามโรค หนองใน (ทั้งต้น) มีบางข้อมูลที่ระบุว่าสามารถนำมาใช้เป็นยาบำรุงกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยใช้ได้ทั้งต้นและใบ แต่ส่วนของใบจะมีสรรพคุณมากที่สุด
วิธีก็คือให้นำไปตากแดดให้แห้งแล้วทำเป็นชาชงดื่ม หรือจะกินเป็นผักสดก็ได้ และยังใช้เป็นยาขับประจำเดือนของตรี โดยช่วงที่สรรพคุณตัวยาดีที่สุด คือ ช่วงการออกดอกใหม่ ๆ (ช่วงฤดูฝน) ข้อมูลนี้ไม่ขอยืนยันนะครับ เพราะแหล่งข้อมูลไม่ได้อ้างอิงไว้ว่าเอาข้อมูลมาจากที่ไหน (ใบ) ช่วยแก้ไตอักเสบ บวมน้ำ ขาบวมน้ำ (ต้น) ใบผักกาดน้ำเป็นยาห้ามเลือดภายนอก แต่ห้ามเลือดภายในไม่ได้ โดยมีการศึกษาจนเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ผักกาดน้ำมีประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผลจากการที่ทำให้เลือดหยุดไหลและช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ อีกทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบและช่วยลดอาการบวมได้อีกด้วย (ใบ) ใช้ตำพอกรักษาแผลที่หายยาก (ทั้งต้น) ใช้รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ แก้อาการคัน ลดอาการแพ้ ต้านการอักเสบจากการแพ้พืชต่าง ๆ เช่น อาการคันจากการถูกต้นตำแย หรือจะใช้แก้พิษจากการถูกผึ้งต่อยหรือแมลงสัตว์กัดต่อยก็ได้ และยังเชื่อว่าการใช้ผักกาดน้ำรักษาแผลจะช่วยทำให้ไม่เกิดแผลเป็น โดยการนำใบมาตำใช้เป็นยาพอกบริเวณที่มีอาการแล้วให้เปลี่ยนยาบ่อย ๆ (ใบ) ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังได้หลายชนิด เช่น อาการอักเสบของผิวหนังของทารกที่เรียกว่า "ผ้าอ้อมกัด" ด้วยการใช้ใบผักกาดน้ำแห้ง นำมาแช่ในน้ำมันแล้วนำไปตากแดด เพื่อสกัดสารออกมาจากใบ แล้วนำน้ำมันที่ได้มาใช้ทาบริเวณที่เป็น (ใบ) ใช้แก้โรคเชื้อราที่เท้า ด้วยการใช้ใบสดนำมาบดใส่และห่อผ้าพอกทิ้งไว้ (ใบ) ช่วยดับพิษฝี (ทั้งต้น) น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาอาการไหม้จากการถูกแสงแดด ถูกลม (ใบ) ผักกาดน้ำหรือหญ้าเอ็นยืดเป็นยาสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการอักเสบของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ช่วยแก้อาการปวดตึงบริเวณคอ หลัง เอว แขน ขา แก้ฟกช้ำบวมจากการหกล้มกระทบกระแทก แก้ข้อเท้าแพลง ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าวก็ให้นำหญ้าเอ็นยืดมาทุบให้น้ำออกแล้วนำไปพอกบริเวณที่เป็น เชื่อว่าจะช่วยทำให้เส้นเอ็นคลายตัว ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ โดยลูกประคบหรือยาจู้ของหมอเมืองนอกที่นอกเหนือไปจากการขมิ้นและไพล ยังมีสมุนไพรหลักอีกตัวหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ หญ้าเอ็นยืด (ต้น) ทั้งต้นใช้เป็นยาพอกรักษาอาการนิ้วซ้น เคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นพลิก ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย หรือใช้พอกบริเวณที่เอ็นยึด จะช่วยคล้ายเส้นได้ (ทั้งต้น) ส่วนรากก็นำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลัง ปวดเอว แก้อาการช้ำใน (ราก) ส่วนใบก็แก้ปวดหลังปวดเอวได้เช่นกัน (ใบ) และยังมีการใช้เป็นยารักษาอาการปวดเข่า ใช้พอกต่อเส้นเอ็น (ใบ) หรือนำใบ ลำต้น และรากมานึ่งทำเป็นยาประคบเพื่อคลายเส้น (ทั้งต้น) นอกจากนี้ยังใช้ผักกาดน้ำหรือหญ้าเอ็นยืดเป็นยารักษากระดูกหัก กระดูกแตก โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น หญ้าถอดปล้อง เถาวัลย์ปูน ตะไคร้ บอระเพ็ด เป็นต้น หากใครกระดูกหักหรือแตกจากอุบัติเหตุ เส้นเอ็นตึง ก็ให้เอาน้ำมันมะพร้าวเทใส่กระทะพอประมาณ แล้วเอาหญ้าเอ็นยืดประมาณ 4-5 ต้น นำมาโขลกให้พอแหลก เอามาทอดเคี่ยวกับน้ำมัน แล้วเอามาทาบริเวณที่เส้นเอ็นตึงจะช่วยทำให้เอ็นยืดและสมานกระดูกที่แตกและหักได้เป็นอย่างดี (ต้น)


วิธีใช้สมุนไพรผักกาดน้ำ
การใช้ต้นตาม ถ้าเป็นต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 10-18 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน แต่ถ้าเป็นต้นสดให้ใช้ตามความเหมาะสม หรือใช้ตำคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หากใช้ภายนอกให้นำมาตำแล้วพอก (ต้น) การใช้เมล็ดตาม ให้ใช้ครั้งละ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา

*******ผู้ที่เป็นโรคกามเคลื่อนห้ามรับประทาน*********
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของผักกาดน้ำ ต้นและเมล็ดมีรสหวาน เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับและม้าม ส่วนเมล็ดออกฤทธิ์ต่อไตและกระเพาะปัสสาวะ สารที่พบคือสาร Aucubin, Glycoside, Plantaginin, Plantaglucide, Saponin, Ursolic acid, วิตามินบี 1, วิตามินซี, วิตามินเค ส่วนในเมล็ดพบสาร Holoside Planteose Plantagluqde และยังพบสารไอริดอยด์ส (iridoids) และสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) อีกหลายชนิด ในใบผักกาดน้ำจะมีสารไกลโคไซด์ สารซาโปนิน และสารที่มีรสขม ในเมล็ดมี 0.183% ของ holoside planteose เมื่อนำสารที่สกัดได้จากผักกาดน้ํามาให้สุนัขทดลองกินในอัตราส่วน 0.5 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม พบว่าสามารถช่วยขับเสมหะในหลอดลมได้ สารสกัดจากผักกาดน้ำสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลองได้ มีการทดลองใช้ใบเพื่อขับนิ่วในไต ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกิน โดยใช้ใบสด 30 กรัมนำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร นาน 15 นาที แล้วกรองให้เหลือ 750 มิลลิเมตร ใช้ดื่มวันละ 50 มิลลิลิตร (หรือครั้งละครึ่งถ้วยกาแฟ) ก่อนอาหารเช้าและเย็น โดยใช้เวลาระหว่าง 2-6 เดือน จะสามารถช่วยขับปัสสาวะและแก้นิ่วได้ และยังช่วยแก้อาการท้องร่วงได้อีกด้วย จากการทดลองทางคลินิกกับคนไข้จำนวน 2 คนที่เป็นนิ่วในท่อไตที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้วยการใช้ต้นผักกาดน้ำสด 130 กรัมนำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร แล้วกรองเอาน้ำยาประมาณ 750 ซีซี แล้วนำมาให้คนไข้ดื่มให้หมดใน 1 วัน ติดต่อกันเป็นเวลา 2 วัน ถ้านิ่วยังไม่หลุด ก็ให้ดื่มซ้ำอีกทุกอาทิตย์ ผลการทดลองพบว่า นิ่วจะหลุดออกมาโดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ เมื่อนำเมล็ดมาให้หนูทดลองที่มีอาการไตอักเสบและมีอาการบวมน้ำกินในขนาด 0.5-1 กรัมต่อ 1 กิโลกรัม พบว่าอาการอักเสบและอาการบวมน้ำของสัตว์ลดลง


ประโยชน์ของต้นผักกาดน้ำ
ใบอ่อนใช้กินเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก โดยคุณค่าทางโภชนาการของใบผักกาดน้ำต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย พลังงาน 61 แคลอรี, น้ำ 81.4%, โปรตีน 2.5 กรัม, ไขมัน 0.3 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14.6 กรัม, วิตามินเอ 4,200 หน่วยสากล, วิตามินบี 20.28 มิลลิกรัม, วิตามินบี 30.8 มิลลิกรัม, วิตามินซี 8 มิลลิกรัม, แคลเซียม 0.184 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม คนในแถบภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางหลายพื้นที่จะกินผักกาดน้ำเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก มีบ้างที่นำไปปรุงสุกก่อนรับประทาน อีกทั้งผักกาดน้ํายังอุดมไปด้วยเบตาแคโรทีน วิตามินบี วิตามินซี และโอสถสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยกำจัดพิษออกจากร่างกาย และเป็นยาระบายอ่อน โดยจะรับประทานช่อดอกอ่อน ๆ ใบอ่อน ๆ (ต้องรีบเก็บตอนเป็นใบอ่อนจริง ๆ เพราะใบจะแก่เร็วมาก) นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักแล้ว ยังใช้ผักกาดน้ำในการรักษาโรคกันอย่างกว้างขวางมานานนับพันปีแล้ว เพราะถือเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงมากชนิดหนึ่ง และได้รับการยอมรับในการใช้เป็นยาสมุนไพรในเภสัชตำรับในต่างประเทศ เพื่อใช้รักษาอาการไอและหลอดลมอักเสบจากการติดเชื้อ รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสบ ใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบ และยังใช้เป็นสมุนไพรเพื่อการเลิกบุหรี่ เป็นต้น ผักกาดน้ำเป็นสมุนไพรที่หมอนวดมักนำมาปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม หากใครเข้ามานวดที่นี่แล้วเอ็นต้องยืดสมดังชื่อ ปัจจุบันมีการนำมาใช้ทำเป็นครีมหรือโลชันบำรุงผิวเพื่อช่วยลบรอยเหี่ยวย่น หรือนำมาทำเป็นยาสมุนไพรสำเร็จออกจำหน่าย

เลือกซื้อเลือกหาได้ที่ ร้านต้นไม้ยายผัน









ขอบคุณข้อมูลจาก medthai.com

เข็มขาว

 ต้นเข็มขาว

#เข็มขาว #ต้นเข็มขาว




สมุนไพรเข็มขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เข็มพระราม (กรุงเทพฯ), เข็มปลายสาน (ปัตตานี), เข็มขาว (นครศรีธรรมราช), เข็มขาว (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), เข็มไม้ (ไทย) เป็นต้น
เข็มพวงขาว เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร รากไหลงอกเป็นต้นใหม่ได้ ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี ยาว 10-17 เซนติเมตร ช่อดอกกลม แน่นที่ปลายยอด สีขาว ช่อใหญ่ ขนาด 10-15 เซนติเมตร

ดอกตูมมีสีเขียวสวยแปลกตา ชอบแดดจัดเต็มวัน ควรปลูกไว้กลางแจ้ง จะทำให้ออกดอกขนาดใหญ่ ลำต้นเตี้ย
ควรมีการตัดแต่งกิ่งขนาดเล็ก ๆ ออกบ้างโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มทิ้ง จะช่วยให้มีการแตกยอดใหม่และออก
ดอกใหม่เร็วขึ้น ถ้าปลูกในที่แสงแดดรำไรจะไม่ค่อยออกดอก ต้นจะสูงชลูดและไม่แข็งแรง

เข็มขาว ก้านดอกจะยาวกว่าดอกเข็มอื่น ๆ ปลายดอกแยกออกเป็น 4 กลีบ ปลายกลีบดอก มนโค้งไม่แหลม เข็มขาว มี 2 ชนิด คือ ชนิดดอกหอม และ ชนิดดอกไม่หอม ชนิดดอกหอมยังแบ่งออกเป็น เข็มขาวบ้าน และ เข็มขาวป่า เข็มขาวจะหอมตลอดเวลา แต่จะหอมแรงในเวลากลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน

ดอก : ดอกและใบแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ ดอกเข็มออกดอกที่ส่วนยอดของกิ่ง ลักษณะเป็นช่อแบบ ซี่ร่มขนาดใหญ่ แน่นทึบ เข็มขาวก้านดอกยาวกว่าเข็มชนิดอื่น ๆ ดอกย่อยเป็นรูปหลอดปลายแยกออกเป็นกลีบดอก เล็ก ๆ ปลายแหลม 4-5 กลีบ ดอกสีขาวและมีกลิ่นหอม ตรงกลางดอกมีเกสรเป็นเส้นยาว แหลมเล็กเหมือนเข็ม หรือเส้นด้าย มักมีน้ำหวานใส ๆ ติดอยู่ตรงปลายเวลาดึงเกสรออกมา

สรรพคุณของเข็มขาว
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยเจริญอาหาร (ราก)
ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคตาต่าง ๆ (ราก)




ประโยชน์ของเข็มขาว
นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับสวย ชอบดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ดอกมีกลิ่นหอม สามารถออกดอกเกือบตลอดทั้งปี


เลือกซื้อเลือกหาได้ที่ ร้านต้นไม้ยายผัน

เสลดพังพอนตัวเมีย

#ต้นเสลดพังพอน #พืชสมุนไพร #เสลดพังพอน






ไม้สมุนไพรไทย
วิธีปลูก ดินร่วน/ชอบแสงแดด/ชอบน้ำ
ขยายพันธุ์ ปักชำ,รากไหล
เสลดพังพอนเป็นพืชชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นพุ่มแกมเถา มีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำตันมีลักษณะกลมผิวเรียบเป็นปล้อง แยกออกเป็น 2 ประเภทคือ เสลดพังพอนตัวผู้และเสลดพังพอนตัวเมีย มีสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม เพื่อไม่ให้จำสลับกันระหว่างเสลดพังพอนตัวผู้กับตัวเมีย มีคนบางกลุ่มเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า พญายอ ลักษณะของใบเสลดพังพอนเป็นรูปใบหอก ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ใบเป็นสีเขียวเข้ม มีความยาว 7-9 เซนติเมตร เสลดพังพอนเป็นพืชที่นิยมมาปลูกไว้ประดับบ้านเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง





ประโยชน์และสรรพคุณพญายอ
ช่วยถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน
แก้อาการผิดสำแดง
แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม
รักษาโรคบิด ไข่ดัน
รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน
แก้ฝี
แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
รักษาโรคหัด
เป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน
แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
บำรุงกำลัง
แก้อาการเจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร
แก้ปวดฟัน




กระดูกไก่ดำ

กระดูกไก่ดำ

สมุนไพรกระดูกไก่ดำ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กระดูกดำ (จันทบุรี), ปองดำ แสนทะแมน (ตราด), เฉียงพร้า (สุราษฎรณ์ธานี), กุลาดำ บัวลาดำ (ภาคเหนือ), เกียงพา เกียงผา เฉียงพร้าบ้าน เฉียงพร้าม่าน เฉียงพร้ามอญ เฉียงพร่าม่าน ผีมอญ สันพร้ามอญ สำมะงาจีน (ภาคกลาง), โอกุด๊ดอื้งติ้น (จีน), ปั๋วกู่ตาน อูกู่หวางเถิง (จีนกลาง) เป็นต้น




ลักษณะของต้นกระดูกดำ
ต้นกระดูกไก่ดำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 90-100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำหรือเป็นสีม่วง เกลี้ยงมัน
ลักษณะของลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อ ดูคล้ายกับกระดูกไก่ โดยมีขนาดข้อของลำต้นยาวประมาณ 2.5-3 นิ้ว ส่วนข้อของปล้องกิ่งยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว
ตามลำต้น กิ่งก้าน และใบมีสีแดงเรื่อ ๆ ต้นกระดูกดำเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและวิธีการเพาะเมล็ด ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มักขึ้นเองตามริมลำธารในป่าดงดิบ
ใบกระดูกไก่ดำ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงคู่ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-14 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเงาเป็นสีเขียวเข้ม หน้าใบเป็นสีเขียวสด ส่วนหลังใบเป็นสีเหลืองอมสีเขียว มีเส้นกลางใบเป็นสีแดงอมดำ ส่วนก้านใบสั้น ดอกกระดูกไก่ดำ ออกดอกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดของต้นหรือบริเวณปลายกิ่ง ในช่อหนึ่ง ๆ จะมีความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกมีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ
ปลายดอกแยกออกเป็นกลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวอมเขียวแกมสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นกลีบบนและกลีบล่าง กลีบดอกมีลักษณะโค้งงอนเหมือนช้อน ข้างในหลอดดอกมีเกสรเพศผู้ 2 ก้าน โผล่พ้นขึ้นมาจากหลอด
ผลกระดูกไก่ดำ ผลมีลักษณะเป็นฝัก มีความยาวประมาณ 1.3-1.5 เซนติเมตร
สรรพคุณของกระดูกไก่ดำ
ที่มาเลเซียและอินโดนีเซียจะนำใบมาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงโลหิต ใบสดนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ส่วนในมาเลเซียและอินโดนีเซียจะนำใบสดมาตำผสมกับหัวหอมและเมล็ดเทียนแดง แล้วนำมาพอกแก้อาการปวดศีรษะ ใบสดนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้โรคหืด ใช้ใบสดนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้ใบนำมาตำผสมกับเหล้าคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจาย ช่วยกระจายเลือด แก้เลือดคั่งค้างเป็นลิ่มเป็นก้อน ทำให้เลือดที่อุดตันในร่างกายไหลเวียนสะดวก น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับเหล้ากินเป็นยาแก้อาเจียนเป็นเลือด ใบเมื่อนำมาตำแล้วให้คั้นเอาแต่น้ำมาใช้ผสมกับเหล้ารับประทานเป็นยาแก้ไอ รากเป็นยาแก้ท้องเสีย น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาทาแก้อาการปวดท้อง ใบนำมาต้มกับนมรับประทานเป็นยาแก้ท้องร่วงอย่างแรง น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับเหล้ารับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ รากและใบนำมาตำผสมกัน ใช้เป็นยาพอกถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู ผึ้ง ต่อ แตนต่อย เป็นต้น หรือใช้กากของใบนำมาพอกแผลบริเวณที่ถูกกัดจะช่วยดูดพิษของอสรพิษได้ หรือจะใช้ใบนำมาขยี้ผสมกับเหล้าขาวเป็นยาทาก็ได้ รากและใบนำมาต้มกับน้ำใช้อาบแก้โรคผิวหนังและผื่นคันตามตัว ใช้รากเป็นยาทาเด็กที่เป็นเม็ดตุ่มขึ้นตามตัว ใบนำมาต้มกับนมรับประทานเป็นยาแก้ฝีฝักบัว น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับเหล้ากินช่วยแก้อาการช้ำใน แก้ปวดบวมตามข้อ หรือจะใช้น้ำคั้นจากใบทาแก้อาการปวดตามข้อ ช่วยแก้เคล็ดขัดยอก ด้วยการใช้รากนำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำส้มสายชู แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น
สูตรตำรับสเปรย์กระดูกไก่ดำ สรรพคุณแก้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อย ฟกช้ำ อักเสบเฉียบพลัน (ใช้ฉีดบริเวณที่มีอาการปวดหรือมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ) ในส่วนผสมจะประกอบไปด้วย 1.สารสกัดกระดูกไก่ดำ 400 ซีซี (ระเหยแอลกอฮอล์ออก) 2.เมนทอล 60 กรัม 3.การบูร 120 กรัม 4.น้ำมันหอมระเหย 10 ซีซี (กลิ่นเปปเปอร์มินต์) 5.น้ำมันเขียว (Cajuput oil) 2% 8 ซีซี
วิธีการทำ ละลายเมนทอลและการบูรให้เป็นเนื้อเดียวกัน เติมสารสกัดกระดูกไก่ดำและน้ำมันเขียวลงไปคนให้เข้ากัน แต่งกลิ่นด้วยเปปเปอร์มินต์ นำไปบรรจุลงในขวดสเปรย์ ทางตอนใต้ของอินเดียมีการใช้ใบของต้นกระดูกไก่ดำเพื่อรักษาโรคติดเชื้อหลายชนิด ทั้งต้นมีรสเผ็ด เป็นยาร้อนเล็กน้อย สรรพคุณเป็นยาขับลมชื้นตามข้อกระดูก ใบสดนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาแก้อัมพาต สมุนไพรกระดูกไก่ดำ จัดอยู่ในตำรับยารักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยกระดูกไก่ดำ ไฟเดือนห้า ข้าวเย็นเหนือ ลิ้นงูเห่า และพุทธรักษา อย่างละเท่ากันนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ตามข้อมูลไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้เอาไว้) ซึ่งตำรับยานี้ยังใช้รักษาอาการฟกช้ำ แก้ไข้ ลดความร้อน และช่วยขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจายได้ด้วย ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระดูกไก่ดำ สารที่พบได้แก่ สารอัลคาลอยด์, Juaticin และมีน้ำมันระเหยประกอบอยู่ด้วย รากที่นำมาต้มกับน้ำหรือแช่ในแอลกอฮอล์ หรือใช้สกัดด้วยแอลกอฮอล์ฉีดเข้าในท้องของหนูทดลองในปริมาณ 1-2 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม พบว่าจะทำให้หนูมีอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น แต่ถ้าหากฉีดเข้าหนูทดลองในปริมาณ 10-20 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะมีผลทำให้อุณหภูมิในร่างกายของหนูทดลองต่ำลงมาก และมีอาการถ่ายอย่างเฉียบพลันและถึงแก่ความตาย สารสกัดเมทานอลของใบกระดูกไก่ดำมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก (เช่น Bacillus subtilis, Micrococcus luteus, Staphylococcus aureus, Staphylococcus mutans) และเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ (เช่น Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae, Proteus vulgaris, Proleus mirabilis, Shigella Flexner, Salmonella paratypi A, Salmonella typhimusium) สมุนไพรชนิดนี้จึงนับว่าเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจที่จะนำมาพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อที่ดื้อยาได้ในอนาคต กระดูกไก่ดำมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ลดปวดสูงมาก ซึ่งเป็นฤทธิ์ที่มาจากสารสำคัญในกลุ่ม Flavonoids คือ Vitexin และ Apigenin ที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไกเดียวกันกับยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยไปยับยั้งเอนไซม์ทั้ง Cyclooxygenase (COX) และ Lipoxygenase pathways ทำให้มีผลยับยั้งการหลั่งสารที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบหลายชนิด เช่น Prostaglandins, Histamine, NO, iNOS, MMP-9, Prostaglandins และยังพบว่าสารสกัดกระดูกไก่ดำยังออกฤทธิ์ที่ Opioid receptor ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับมอร์ฟีน แต่มีฤทธิ์ลดปวดน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 2 - 5 เท่า นอกจากนี้ ยังมีกลไกลดการอักเสบเหมือนยาสเตียรอยด์ โดยไปยับยั้ง หรือ Stabilizing Lysosomal Membrane ไม่ให้สร้างสารพวก Hydrolytic enzyme จากเม็ดเลือดขาวออกมาย่อยเซลล์ และมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณที่อักเสบ มีฤทธิ์ลดปวด เทียบเท่ายามาตรฐานอย่างแอสไพริน (Aspirin) และยังพบว่าสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการปวดทั้งที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย จะเห็นได้ว่าฤทธิ์แก้ปวดลดอักเสบของกระดูกไก่ดำนั้น เกิดจากการทำงานผ่านหลายกลไก เทียบเท่ายาแผนปัจจุบันหลายชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และมีจุดเด่นที่สำคัญและน่าสนใจที่จะนำไปใช้พัฒนาเป็นยาแก้ปวดลดอักเสบได้ในอนาคต มีรายงานก่อนหน้านี้ว่าสาร Apigenin ซึ่งพบในใบกระดูกไก่ดำมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ สารสกัดกระดูกไก่ดำมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งของมนุษย์ในหลอดทดลอง โดยเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์ (Apoptosis) ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือด (Anti-angiogenesis) ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวน่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษามะเร็งได้ ล่าสุดกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย University of Illinois (ชิคาโก), มหาวิทยาลัย Baptist University (ฮ่องกง) และสถาบัน Vietnam Academy of Science and Technology (เวียดนาม) ได้ร่วมกันตีพิมพ์ผลการวิจัยล่าสุดลงในวารสาร Journal of Natural Products ถึงการค้นพบสารประกอบ Patentiflorin A จากต้นกระดูกไก่ดำ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัส HIV ได้ดีเยี่ยมเหนือกว่ายาอะซิโดไทมิดีน (Azidothymidine) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทางทีมงานได้ลองทดสอบกับตัวอย่างเซลล์นอกร่างกายแล้วปรากฏว่าได้ผล (สารประกอบนี้จะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่ไวรัส HIV ใช้ในการเข้าไปรวมตัวกันกับ DNA ของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เมื่อเอนไซม์หายไป ไวรัสจึงไม่สามารถรวมตัวกับ DNA ชองเซล์ลเป้าหมายได้) แต่ยังไม่ได้ทดสอบในร่างกายมนุษย์จริง ๆ จนกว่าจะมั่นใจเรื่องผลข้างเคียง และหากผลิตยาต้านไวรัส HIV จากสารประกอบของสมุนไพรชนิดนี้ขึ้นมาได้ ยาต้านไวรัสน่าจะมีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แล้วผลดีจะตกอยู่กับผู้ป่วยในประเทศยากจนด้วย ประโยชน์ของต้นกระดูกไก่ดำ นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ โดยมักนำมาปลูกไว้ตามบ้านหรือใช้ทำรั้ว หากไก่ขาหัก นักเลงไก่ชนจะใช้ใบกระดูกดำนำมาประคบหรือห่อหุ้มไว้ตรงที่ขาไก่หัก ส่วนหมอยาพื้นบ้านก็เช่นกัน หากใครแขนหรือขาแตกหักก็จะใช้ทำลักษณะเดียวกัน ในประเทศมาเลเซียถือว่ากระดูกไก่ดำเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถช่วยป้องกันภูตผีและช่วยป้องกันภัยได้ ขอบคุณข้อมูลจาก medthai.com


เลือกซื้อเลือกหาได้ที่ ร้านต้นไม้ยายผัน

ต้นขจร หรือ ต้นสลิด

 #ต้นขจร หรือ #ต้นสลิด

ช่วยบำรุงโลหิต (ดอก, ยอดใบอ่อน)
ช่วยรักษาโลหิตเป็นพิษ (ราก)[9]
ช่วยบำรุงหัวใจ (ดอก, ยอดใบอ่อน)
แก่นและเปลือกใช้เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (แก่น, เปลือก)
ดอกและยอดใบอ่อนมีวิตามินสูง การรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี (ดอก, ยอดใบอ่อน)
ช่วยรักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรือตากอากาศเย็น (ดอก)
ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน (ดอก)
รากมีรสเบื่อเย็น ใช้รับประทานเพื่อให้เกิดอาการอาเจียน ช่วยถอนพิษยาเยื่อเบา (ราก)
รากนำมาฝนหยอดตาแก้ตาอักเสบ ตาแดง ตาแฉะ ตามัว (ราก) บ้างว่านำมาใช้ผสมกับยาหยอดตาแล้วใช้หยอดตา (ราก)
ช่วยขับเสมหะ แก้เสมหะและโลหิต (ดอก)
ดอกมีรสเย็นขมและหอม ช่วยบำรุงปอด (ดอก)
ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (ดอก)
ช่วยในการขับถ่าย (ดอก)
ช่วยบำรุงฮอร์โมนของสตรี (ดอก)
ช่วยบำรุงตับและไต (ดอก, ยอดใบอ่อน)
รากใช้เป็นยาดับพิษทั้งปวง (ราก)
ช่วยทำให้รู้รสชาติของอาหารและช่วยดับพิษยา (ราก)
ดอกใช้เข้าเครื่องยาหอม
ข้อควรระวัง ! : ลำต้นเป็นพิษต่อสุกร



ประโยชน์ของขจร
ยอดอ่อน ผลอ่อน และดอกใช้รับประทานเป็นผักสด หรือนำมาต้มหรือลวกให้สุกใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ส่วนดอกยังสามารถนำไปปรุงอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น แกงส้มดอกขจร แกงจืดดอกขจร แกงเลียง ขจรผัดไข่ ขจรชุบแป้งทอด ยำดอกขจร ข้าวต้มดอกขจร ผัดน้ำมันหอย ผัดกับปลาหมึก เป็นต้น (ยอดอ่อนคือส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุด)
ในสมัยก่อนจะนำดอกขจรมานึ่งให้สุก ผสมกับมะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวแก่ขูดฝอย นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย งา และเกลือเล็กน้อย ใช้ทำเป็นขนมที่เรียกว่า "ขนมดอกขจร" แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยพบว่ามีขายแล้ว
ดอกสวยของขจร นอกจากจะรับประทานเป็นผักได้แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในงานดอกไม้สด ด้วยการนำไปร้อยอุบะติดชายมาลัยหรือเครื่องแขวนต่าง ๆ ได้อีกด้วย
เถาของต้นขจรมีความเหนียวมาก สามารถนำมาใช้แทนเชือกได้
นอกจากจะปลูกเพื่อนำดอกมารับประทานแล้ว ก็ยังสามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย
บ้างระบุว่าเนื้อไม้สามารถนำมาใช้ในการก่อสร้างได้
คุณค่าทางโภชนาการของขจรในส่วนที่รับประทานได้ ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 72 แคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 10.6 กรัมสลิด
โปรตีน 5.0 กรัม
ไขมัน 1.1 กรัม
ใยอาหาร 0.8 กรัม
น้ำ 80.5 กรัม
เถ้า 1.0 กรัม
วิตามินเอ 3,000 หน่วยสากล (บ้างว่า 3,150 หน่วยสากล)
วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.12 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.17 มิลลิกรัม
วิตามินซี 68 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 70 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.0 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม
แหล่งที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม

เลือกซื้อเลือกหาได้ที่ ร้านต้นไม้ยายผัน